Main Menu

Log In



PTT Oil Price

ดิกชันนารี่ ไทย - อังกฤษ - ญี่ปุ่น - เยอรมัน
Longdo Word Translation will translate your words in English, Japanese, and German into Thai.

ตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมาย สำหรับรถบรรทุกวัตถุอันตราย PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ เวลา ๑๙:๕๗ น.

วัตถุอันตราย   หมายถึง   สาร  สิ่งของ   วัตถุหรือวัสดุ ๆ   ที่อาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพและวามปลอดภัยของคน  

สัตว์  ทรัพย์สิน   หรือสิ่งแวดล้อม   ระหว่างทำการขนส่ง   ซึ่งแยกเป็น 9 ประเภทดังนี้

ประเภทที่ 1  วัตถุระเบิด  (Eplossives)  หมายถึง   ของแข็ง  หรือหของเหลว   หรือสารผสมที่สามารถเกิดปฎิกิริยาทางเคมีด้วยตนเอง  

ทำให้เกิดก๊าซที่มีความดันและความร้องอย่างรวดเร็ว   ก่อให้เกิดการระเบิดสร้างความเสียหายบริเวณโดยรอบได้   และให้รวมถึงสารที่ใช้ทำดอกไม้เพลิง

  และสิ่งของที่ระเบิดด้วย   แยกเป็น  6  ประเภทย่อย คือ

 

             1.1 สารหรือสิ่งของที่ก่อให้เกิดอันตรายจากากรระเบิดรุนแรงทันทีทันใดทั้งหมด   (Mass ezplosion) 
          1.2 สารหรือสิ่งของที่มีอันตรายจากากระเบิดแตกกระจายแต่ไม่ระเบิดทันทีทันใดทั้งหมด
          1.3 สารหรือสิ่งของที่ที่มีอันตรายต่อการเกิดเพลิงไหม้   และอาจมีอันตรายจากการระเบิด   หรือการระเบิดแตกกระจายร่วม   แต่ไม่ระเบิดทันทีทันใดทั้งหมด
          1.4 สารหรือสิ่งของที่ไม่แสดงความเป็นอันตรายอย่างเด่นชัด   หากเกิดการประทุหรือประทุในระหว่างการขนส่ง   จะเกิดความเสียหายเฉพาะภาชนะบรรจ         
          1.5 สารทีที่มีความไวต่อการระเบิด   แต่หากมีการระเบิดจะมีอันตรายจาการระเบิดทั้งหมด                                                          
          1.6 สิ่งของที่ไวต่อการระเบิดน้อยมาก   และไม่ระเบิดพร้อมกันทั้งหมด   มีความเสี่ยงต่อการระเบิดอยู่ในวงจำกัดเฉพาะในสิ่งของนั้น ๆ ไม่มีโอกาสที่จะเกิดการประทุหรือแผ่กระจายในทางทำการขนส่ง 

  ประเภทที่ 2 ก๊าซ  (Gases)  หมายถึง   สารที่อุณหภูมิ  50   องศาเซลเซียส   มีความดันไอมากกว่า  300   กิโลปาสกาล  ซึ่งได้แก่   ก๊าซอัด  ก๊าซพิษ   ก๊าซอยู่ในสภาพของเหลวอุณหภูมิต่ำและให้รวมถึงก๊าซที่ละลายในสารภายใต้ความดันด้วย   แยกเป็น  3  ประเภทย่อย  คือ
          2.1 ก๊าซไวไฟ   (Flammabel  gases)  หมายถึง   ก๊าซที่อุณหภูมิ  20   องศาเซลเซียส  และมีความดัน   101.3  กิดลปาสกาล   สามารถติดไฟได้เมื่อสัมผสมกับอากาศเปอร์เซ็นต์หรือต่ำกว่าดดยปริมาตรหรรือมีช่วงกว้างที่สามารถติดไฟได้   12   เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปเมื่อผสมกับอากาศ   โดยไม่คำนึงถึงความเข้มข้นต่ำสุดของการผสม
          2.2 ก๊าซไวไฟและไม่เป็นพิษ  (Non-flammable ,   non-toxc  gases)  หมายถึง   ก๊าซที่ขณะขนส่งมีความดันไม่น้อยกว่า   280  กิโลปาสกาลที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียล หรืออยู่ในสภาพของเหลวอุณหภูมิต่ำ
         2.3 ก๊าซพิษ  (Toxic   gases)  หมายถึง   ก๊าซที่มีคุณสมบัติเป็นที่ทราบทั่วกันไป   หรือได้มีการสรุปว่าเป็นพิษหรือกัดกร่อน   หรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ 13

 

ประเภทที่ 3 ของเหลวไวไฟ   (Flammable  liquids)  หมายถึง  ของเหลว   หรือของเหลวผสม   หรือของเหลวที่มีสารแขวนลอยผสมซึ่งมีจุวาบไฟไม่เกิน   60.5  องศาเซลเซียส   กรณีทดสอบด้วยถ้วยปิด  (close-cup    test)  หรือไม่เกิน  65.6   องศาเซลเซียส   กรณีทดสอบด้วยถ้วยเปิด  (close-cup   test )   และให้รวมถึงของเหลวที่ขณะขนส่งถูกทำให้มีอุณหภูมิเท่ากับหรือมากกว่าจุดวาบไฟของเหลวนั้น   และสารหรือสิ่งของที่ทำให้อุณหภูมิจนเป็นของเหลวขณะทำการขนส่ง   ซึ่งเกิดไอระเหยไวไฟที่อุณหภูมิไม่มากกว่าอุณหภูมิสูงสุดที่ใช้ในการขนส่ง 

 

ประเภทที่ 4 ของแข็งไวไฟ สารที่มีความเสี่ยงต่อการลุกไหม้ได้เอง   และสารที่สัมผัสกับน้ำแล้วทำให้เกิดก๊าซไวไฟ   (Flammable  Solids,  Substances  Liable  to  spontaneous   combustion,  Substances  whice  in  contact  with   water  emit  flammable  gases)   แยกเป็นประเภทย่อย คือ
          4.1   ของแข็งไวไฟ  (Flammable  Solids)   หมายถึง   ของแข็งที่ระหว่างทำการขนส่งสามารถที่จจะติดไฟได้ง่าย   หรืออาจทำให้เกิดการลุกไหม้ขึ้นได้จากการเสียดสี   สารหรือสารที่เกี่ยวข้องที่มีนวโน้มที่จะเกิดปฏิกิริยาคายความร้อนที่รุนแรง   และให้รวมถึงวัตถุระเบิดที่ถูกลดความไวต่อการระเบิด   ซึ่งอาจระเบิดได้   ถ้าหากไม่ทำให้เจือจางเพียงพอ
         4.2   สารที่สัมผัสกับน้ำแล้วทำให้เกิดก๊าซไวไฟ   (Substances  whice  in  contact  with  water  emit   flammable  gases)  หมายถึง   สารที่ทำปฎิกิริยากับน้ำแล้วมีแนวโน้มที่จะเกิดการติดไฟได้เอง   หรือทำให้เกิดก๊าซไวไฟในปริมาณที่เป็นอันตราย 

 

ประเภทที่ 5 สารออกไดส์และสารอินทรีย์เปอร์ออกไซด์   (Oxidizing  substances  and  Organic peroxides)  แยกเป็น 2 ประเภทย่อย คือ
          5.1   สารออกซิไดส์ (Oxidizing  substances)   หมายถึง   สารที่ตัวเองของารเองอาจไม่ติดไฟ   โดยทั่วไปจะปล่อยออกซิเจนหรือเป็นเหตุหรือช่วยใช้วัตถุอื่นเกิดการลุกไหม้
          5.2   สารอินทรีย์เปอร์ออกไซด์ (Organic peroxides)   สารอินทรีย์ที่มีโครงสร้างออกซิเจน   2  อะตอม  -O-O-   และอาจถือได้ว่าเป็นสารที่อนุพันธ์ของ   Hydrogen peroxide  ซึ่งอะตอมของ  Hydrogen 1   หรือทั้ง  2 อะตอม   ถูกแทนที่ด้วย  Oranic  radicals   สารนี้ไม่เสถียรความร้อนซึ่งอาจเกิดปฏิกิริยาคายความร้อนและเร่งการแตกตัวด้วยตนเอง   และอาจมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างดังต่อไปนี้ ก.   แนวโน้มที่จะระเบิดสลายตัว ข.   เผาไหม้อย่างรวดเร็ว ค.   ไวต่อการกระแทกหรือการเสียดสี ง.ทำปฏิกิริยากับสารอื่นก่อให้เกิดอันตรายได้ จ.    เป็นอันตรายต่อตา    

 

  ประเภทที่  6   สารพิษและสารติดเชื้อ  (Toxic  and   Infections  sustances)  แยกเป็น  2   ประเภทย่อย  คือ
          6.1  สารพิษ    (Toxic  sustances)  หมายถึง   สารที่มีแนวโน้มจะทำให้เสียชีวิต   หรือบาดเจ็บรุนแรง   หรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ   หากกลืนหรือสูดดม   หรือสัมผัสทางผิวหนัง
          6.2   สารติดเชื้อ  (Infections  sustances )   หมายถึงสารที่ทราบว่าหรือคาดว่ามีเชื้อดรคปนอยู่ด้วย   เชื้อโรค  คือ  จุลินทรีย์   (ซึ่งรวมถึง  แบคทีเรีย   ไวรัส  Rickettsia  พยาธิ  เชื้อรา)   หรือจุลินทรีย์ที่เกิดใหม่   หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม   ซึ่งรู้กันโดยทั่วไปหรือมีข้อสรุปที่เชื่อถือได้ว่าเป็นเหตุให้เกิดโรคต่อมนุษย์หรือสัตว์

 

ประเภทที่  7   วัสดุกัมมันตรังสี (Radioactive   material)   หมายถึง    วัสดุที่สามารถแผ่รังสีที่มองไม่เห็น   ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย    การพิจารณาความเป็นอันตรายให้เป็นไปตามมารตราฐานและข้อกำหนดต่าง ๆ   ด้านการขนส่งสารกัมตรังสีของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างปรหะเทศ   (International  Atomic  Energy  Agency  หรือ  IAEA)  

 

ประเภทที่   8  สารกัดกร่อน  (Corrosive   substances) หมายถึง   สารซึ่งโดยปฏิกิริยาเคมีจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตอย่างรุนแรง   หรือกรณีของการรั่วจะเกิดความเสียหาย    หรือทำลายสิ่งของอื่นหรือยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่ง   หรือเกิดอันตรายอื่นได้ด้วย 

 

ประเภทที่   9  วัตถุอันตรายเบ็ดเตล็ด (Misellaneous dangerous   substances  and  articles)  หมายถึง   สารและสิ่งของที่ในขณะขนส่งมีความเป็นอันตราย   ซึ่งไม่จัดอยู่ในประเภทที่ 1 ถึงประเภทที่ 8   และให้รวมถึงสารที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า   100  องศาเซียส ในสภาพของเหลว หรือมีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 240   องศาเซลเซียส ในสภาพของแข็ง           รถที่บรรทุกวัตถุอันตรายทั้ง   9  ประเภทนี้   ผู้ประกอบการขนส่งต้องจัดให้มีป้ายที่แสดงตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องงหมายติดไว้ด้านท้ายรถและด้านข้างตัวรถทั้ง 2 ด้าน            

ลักษณะการบรรทุกวัตถุอันตรายดังกล่าว   ที่ผู้รถที่ใช้ในการขนส่งต้องได้รับใบอนุญาตขับรถชนิดที่ 4 มีดังนี้

1. รถบรรทุกวัตถุอันตราย  (รถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่ง   ลักษณะ  4  )   ที่ถังบรรทุกมีความจุเกินกว่า 1,000 ลิตร

2. รถพ่วงและรถกึ่งพ่วง  (รถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่ง   ลักษณะ  6  และลักษณะ  7)   ที่ถังที่ใช้ในการบรรทุกเฉพาะวัตถุอันตราย   มีความจุเกินกว่า 1,000 ลิตร          

และรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่ง   ลักษณะอื่น   ที่มีลักษณะการบรรทุกโดยนำไปไช้ในการบรรทุกวัตถุอันตราย   ดังนี้

1. วัตถุอันตรายประเภทที่  1   (วัตถุระเบิด)   ประเภทที่  6   (สารพิษและสารติดเชื้อ)   และประเภทที่  7 (วัตถุกัมมันตรังสี)

2. วัตถุอันตรายที่เป็นก๊าซหรือก๊าซเหลวบรรจุในภาชนะโดยมีปริมาณรวมกันเกินกว่า 1,000 ลิตร   หรือมีน้ำหนักรวมกันเกินกว่า 1,000  ลิตร 3. วัตถุอันตรายที่เป็นของเหลวที่บรรจุในภาชนะ   โดยมีปริมมาณรวมกันเกินกว่า 1,000 ลิตร   หรือเป็นขอิงแข็งที่มีน้ำหนักรวมกันเกินกว่า 1,000  กิโลกรัม   หรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินกว่า   1,000 ลิตร หรือเกินกว่า 1,000   กิโลกรัม  อย่างใดอย่างหนึ่ง        

ทั้งนั้น   ประกาศนี้มิให้ใช้บังคับแก่

1. รถที่ใช้ในการบรรทุกเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์    ที่มีภาชนะบรรจุเครื่องดื่มในแต่ภาชนะมีปริมาตรไม่เกิน   250  ลิตร

2. รถที่ใช้ลากจูงที่รถบรรทถุกวัตถุอันตรายตามประกาศนี้   ในกรณีที่รถบรรทุกวัตถุอันตรายนั้นไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติหรือเกิดอุบัติเหตุ 3. รถที่ใช้ในการขนส่งวัตถุอันตรายอื่น   นอกจากที่กำหนดไว้ในข้อ 1   และข้อ 2   ที่ได้รับยกเว้นตามเอกสารคำแนะนำของสหประชาชาติ   ว่าด้วยการขนส่งสินค้าอันตราย   (UN  Recommemdations  on  the  Transport  of   Dangerous  Gooods)    ที่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการขนส่งทางบก หากผู้ประกอบการขนส่งวัตถุอันตราย   มีข้อสังสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักวิศวกรรมและความปลอดภัย   โทร  272-5312  

 

 

 

แก้ไขล่าสุด ( วันจันทร์ที่ ๐๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ เวลา ๑๔:๒๑ น. )